วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2555

คิดบวก ชีวิตบวก

คิดบวกชีวิตบวก  ท่าน ว.วชิรเมธี











เวลาเจองานหนัก ให้บอกตัวเองว่า 
นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ 

เวลาเจอปัญหาซับซ้อน ให้บอกตัวเองว่า 
นี่คือบทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ 

เวลาเจอความทุกข์หนัก ให้บอกตัวเองว่า 
นี่คือแบบฝึกหัดที่จะช่วยให้เกิดทักษะในการดำเนินชีวิต 

เวลาเจอนายจอมละเมียด ให้บอกตัวเองว่า 
นี่คือการฝึกตนให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) 

เวลาเจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า 
นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ 

เวลาเจอคำนินทา ให้บอกตัวเองว่า 
นี่คือการสะท้อนว่าเรายังคงเป็นคนที่มีความหมาย 

เวลาเจอความผิดหวัง ให้บอกตัวเองว่า 
นี่คือวิธีที่ธรรมชาติกำลังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต 

เวลาเจอความป่วยไข้ ให้บอกตัวเองว่า 
นี่คือการเตือนให้เห็นคุณค่าของการรักษาสุขภาพให้ดี 

เวลาเจอความพลัดพราก ให้บอกตัวเองว่า 
นี่คือบทเรียนของการรู้จักหยัดยืนด้วยขาตัวเอง 

เวลาเจอลูกหัวดื้อ ให้บอกตัวเองว่า 
นี่คือโอกาสทองของการพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง 

เวลาเจอแฟนทิ้ง ให้บอกตัวเองว่า 
นี่คือความเป็นอนิจจังที่ทุกชีวิตมีโอกาสพานพบ

เวลาเจอคนที่ใช่แต่เขามีคู่แล้ว ให้บอกตัวเองว่า 
นี่คือประจักษ์พยานว่าไม่มีใครได้ทุกอย่างดั่งใจหวัง 

เวลาเจอภาวะหลุดจากอำนาจ ให้บอกตัวเองว่า 
นี่คือความอนัตตาของชีวิตและสรรพสิ่ง 

เวลาเจอคนกลิ้งกะล่อน ให้บอกตัวเองว่า 
นี่คืออุทาหรณ์ของชีวิตที่ไม่น่าเจริญรอยตาม

เวลาเจอคนเลว ให้บอกตัวเองว่า 
นี่คือตัวอย่างของชีวิตที่ไม่พึงประสงค์ 

เวลาเจออุบัติเหตุ ให้บอกตัวเองว่า 
นี่คือคำเตือนว่าจงอย่าประมาทซ้ำอีกเป็นอันขาด 

เวลาเจอศัตรูคอยกลั่นแกล้ง ให้บอกตัวเองว่า 
นี่คือบททดสอบที่ว่า มารไม่มีบารมีไม่เกิด& 

เวลาเจอวิกฤต ให้บอกตัวเองว่า 
นี่คือบทพิสูจน์สัจธรรม ในวิกฤตย่อมมีโอกาส 

เวลาเจอความจน ให้บอกตัวเองว่า 
นี่คือวิธีที่ธรรมชาติเปิดโอกาสให้เราได้ต่อสู้ชีวิต 

เวลาเจอความตาย ให้บอกตัวเองว่า 
นี่คือฉากสุดท้ายที่จะทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์










ที่มาจาก www.oknation.net

ดอกแก้ว





แก้ว (อังกฤษOrange Jessamine, Satin-wood, Cosmetic Bark Tree) เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ใบออกเป็นช่อเป็นแผงออกใบเรียงสลับกันช่อหนึ่งประกอบด้วยใบย่อยประมาณ 4-8 ใบ ดอกสีขาว กลิ่นหอม
ชื่อพื้นเมืองอื่น: กะมูนิง (มลายู ปัตตานี) แก้วขาว (กลาง) แก้วขี้ไก่ (ยะลา) แก้วพริก (เหนือ) แก้วลาย (สระบุรี) จ๊าพริก (ลำปาง) และ ตะไหลแก้ว (เหนือ)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
แก้วเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางลำต้นมีความสูงประมาณ5-10 เมตรเปลือกลำต้นสีขาวปนเทาลำต้นแตกเป็นสะเก็ดเป็นร่องตามยาวการแตกกิ่งก้านของทรงพุ่มไม่ค่อยเป็นระเบียบใบออกเป็นช่อเป็นแผงออกใบเรียงสลับกันช่อหนึ่งประกอบด้วยใบย่อยประมาณ 4-8 ใบใบเป็นมันสีเขียวเข้มขยี้ดูจะมีกลิ่นฉุนแรงขอบใบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อยขนาดของใบกว้างประมาณ 2 - 4 เซนติเมตร ยาวประมาณ3-6 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อใหญ่ช่อสั้นออกตามปลายกิ่งหรือยอดช่อหนึ่งมีดอกประมาณ 5 - 10 ดอก แต่ละดอกมีกลีบดอก 5 กลีบ ดอกสีขาว กลิ่นหอม ดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 2 - 3 เซนติเมตร ผลรูปไข่ รีปลายทู่ มีสีส้ม ภายในมีเมล็ด 1 - 2 เมล็ด

การปลูกและการดูแลรักษา
สามารถแบ่งเป็น 2 วิธี การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน คนไทยโบราณนิยมปลูกไว้เพื่อเป็นแนวรั้วบ้าน ขนาดหลุมปลูก 30 x 30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูก การปลูกแบบนี้สามารถปลูกเป็นกลุ่ม หรือเป็นแถวก็ได้และสามารถตัดแต่งบังคับทรงพุ่มได้ตามความต้องการของผู้ปลูก
การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคาร ควรใช้กระถางทรงสูงขนาด 12 - 16 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วนอัตรา 1 : 1 ผสมดินปลูก และควรเปลี่ยนกระถาง 1 - 2 ปี/ ครั้ง หรือตามความเหมาะสมของการเจริญเติบโตของทรงพุ่ม เพราะการขยายตัวของรากแน่นเกินไปและเพื่อเปลี่ยนดินปลูกใหม่ทดแทนดินปลูกเดิมที่เสื่อมสภาพไป
แก้วต้องการน้ำปริมาณปานกลาง ควรให้น้ำ 3 - 5 วัน / ครั้ง ชอบดินร่วนซุย หรือดินร่วนทราย ต้องการแสงแดดจัด ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 1 - 2 กิโลกรัม/ต้น ใส่ปีละ 4 - 6 ครั้ง หรือใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สูตร 15-15-15อัตรา 200- 300 กรัม/ต้น ใส่ปีละ 4 - 6 ครั้ง ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลง เพราะเป็นไม้ที่มึความทนทานต่อสภาพธรรมชาติพอสมควร ขยายพันธ์โดยการเพาะเมล็ดและการตอน
คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นแก้วไว้ประจำบ้านจะทำให้คนในบ้านมีความดี มีคุณค่าสูง เพราะคำว่า แก้ว นั้นหมายถึง สิ่งที่ดีมีค่าสูงเป็นที่นับถือบูชาของบุคคลทั่วไปซึ่งโบราณได้เปรีบเทียบของที่มีค่าสูงนี้เสมือนดั่งดวงแก้ว นอกจากนี้คนโบราณยังมีความเชื่ออีกว่า บ้านใดปลูกต้นแก้วไว้ประจำบ้านจะทำให้เป็นคนที่มีจิตใจบริสุทธิ์ มีความเบิกบาน เพราะแก้วคือความใสสะอาดความสดใสนอกจากนี้ดอกแก้วยังมีสีขาวสะอาดสดใสมีกลิ่นหอมนวลไปไกลและยังนำดอกแก้วไปใช้ในพิธีบูชาพระในพิธีทางศาสนาได้เป็นสิริมงคลยิ่งอีกด้วย
เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นแก้วไว้ทางทิศตะวันออก ผู้ปลูกควรปลูกในวันพุธ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เอาประโยชน์ทั่วไปทางดอกให้ปลูกในวันพุธ





ที่มา  http://www.wikipedia.org




บริหารเวลาสู่ความสำเร็จ


เวลา แม้จะมีอยู่เท่ากันในแต่ละวัน คือวันละ 24 ชั่วโมง และเราแต่ละคนก็ได้รับมันมาเท่าๆ กันทุกวัน แต่บางวันก็ดูเหมือนว่าเวลาจะผ่านเราไปโดยไม่ได้ก่อให้เกิดผลงานอะไรขึ้นมาเป็นชิ้นเป็นอันเลย หลาย ๆ ครั้งกว่าจะรู้ตัวว่าเรากำลังเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ก็ทำได้แค่เสียดายเพราะไม่สามารถเรียกเวลากลับคืนมาได้อีก
   ถึงแม้ว่าเราจะได้เวลามาเปล่าๆ วันละ 24 ชั่วโมง แต่ถ้าไม่ใช้มันให้คุ้มค่าก็เท่ากับว่าเรากำลังทำชีวิตให้สูญเปล่าไปเป็นปริมาณเท่ากับเวลาที่สูญเสียไป
  สำหรับตอนนี้ ผมมีข้อคิดดีๆ 20 ข้อด้วยกัน มาฝากทุกท่าน เพื่อให้ท่านได้นำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับตัวเอง และจะได้บริหารเวลาให้เอื้อต่อการประสบความสำเร็จในชีวิต 
ลองมาวิเคราะห์ตัวเราเองกันดีกว่าว่า ข้อไหนที่เราทำได้, ทำแล้ว, ทำไม่ได้, หรือยังไม่ได้ทำ
20 ข้อคิดการบริหารเวลาเพื่อความสำเร็จในชีวิต
  1. วางแผนการทำงานเป็นระยะปี เดือน สัปดาห์ และ วัน โดยเขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร โดยจะต้องแน่ใจว่าจะได้สิ่งที่ต้องการเพื่อการทำงานและชีวิตของท่าน
  2. ทำกิจกรรมต่างๆ ตามแผนงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
  3. ตั้งวัตถุประสงค์อย่างน้อยหนึ่งข้อ และทำให้สำเร็จในแต่ละวัน
  4. บันทึกเวลาการทำงานหรือกิจกรรม เพื่อประเมินว่าท่านใช้เวลาได้ผลดีหรือไม่ ที่สำคัญท่านจะต้องขจัดนิสัยที่ทำให้ตัวเองเสียเวลาออกไปให้ได้
  5. ให้วิเคราะห์ก่อนที่ท่านจะทำสิ่งใดว่า ต่อไปนี้ท่านจะทำอะไร ควรทำตอนนี้หรือไม่ และเพราะเหตุใดจึงต้องทำสิ่งนี้ ถามตัวเองว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าท่านละเลยที่จะทำสิ่งนั้น ถ้าคำตอบคือ ไม่ ก็จงเลิกทำเรื่องนั้น
  6. กำจัดสิ่งที่ทำให้ท่านเสียเวลาต่อชีวิต อย่างน้อยหนึ่งเรื่องต่อสัปดาห์
  7. วางแผนการใช้เวลา ทำแผนงานทุกสัปดาห์ ถามตัวเองว่า ท่านหวังจะประสบความสำเร็จอะไรบ้างเมื่อสิ้นสุดสัปดาห์ และท่านต้องการอะไรที่จะทำให้ได้ผลดังกล่าว
  8. ทำรายการของงานที่จะทำทุกวัน โดยไม่ลืมวัตถุประสงค์ เรื่องที่สำคัญต้องทำก่อนหลัง ประมาณระยะเวลา และไม่ทำงานด้วยการสุ่ม
  9. กำหนดการทำงานทุกวัน เพื่อให้แน่ใจว่าท่านสามารถบรรลุสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน ควรให้มีเวลาเหลือบ้างในการทำแต่ละกิจกรรม อย่าให้ตึงเกินไป ต้องระลึกไว้เสมอว่า การกำหนดการทำงานย่อมให้ผลดีกว่าเรื่องที่ขาดการวางแผน
  10. ท่านต้องมั่นใจว่า งานชิ้นแรกของวันต้องประสบผลสำเร็จ
  11. การทำงานทุกชิ้นควรกำหนดการใช้เวลาไว้
  12. ทำงานให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่ม จะได้ไม่เสียเวลาทำซ้ำ
  13. ขจัดเรื่องวิกฤติออกจากชีวิต ค้นหาว่าอะไรที่ทำให้ท่านทำผิดพลาด ท่านต้องทำงานในลักษณะรุก ไม่ใช่รับ
  14. จัดเวลาว่างไว้วันละ 1 ชั่วโมง เพื่อทำงานสำคัญโดยไม่ให้มีคนรบกวน
  15. ฝึกการทำงานให้เสร็จเป็นเรื่องๆ มิใช่กระโดดไปกระโดดมา จะทำให้ไม่มีงานใดเสร็จลง
  16. จงอย่างผัดวันประกันพรุ่ง ฝึกการลงมือทำทันที
  17. ทำงานตามที่กำหนดไว้ อย่าทำงานที่ไม่ได้กำหนด หมั่นทบทวนกิจกรรมที่ดำเนินการอยู่
  18. จงใช้เวลาทำสิ่งที่เป็นประโยชน์มากกว่าการทำในเรื่องที่มีประโยชน์น้อยกว่า
  19. จัดสรรเวลาสำหรับตัวเอง เพื่อคิดเพื่อฝัน พักผ่อนหย่อนใจ และเพื่อชีวิต
  20. พัฒนาปรัชญาการใช้เวลาว่า เวลาใดให้คุณค่า และความสัมพันธ์กับชีวิตตนอย่างไร
ที่มา  www.oknation.net

ทางสายกลางของท่านพุทธทาสภิกขุ

ทางสายกลางของท่านพุทธทาส
      
 สิ่งที่สำคัญที่สุดในพุทธศาสนาก็คือการปฏิบัติและการปฏิบัตินั้นก็เน้นไปที่มัชฌิมา คือทางสายกลาง หรือเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา การปฏิบัติเป็นทางสายกลางซึ่งเป็นเรื่องยากมาก การปฏิบัติเป็นทางสายกลางนั้น คือการดำรงอยู่ในความถูกต้องระหว่างวัตถุและจิต เรามีจิตอย่างเดียวไม่ได้ มีวัตถุอย่างเดียวไม่ได้ ชีวิตของเราต้องเกี่ยวข้องระหว่างวัตถุกับจิต ฉะนั้นพุทธศาสนานั้นได้ให้สิ่งสูงสุดสำหรับชีวิตของเรา นั่นคือระบบปฏิบัติที่เรียกว่าทางสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทา เรียกชื่ออื่นก็ได้ เรียกอริยมรรคก็ได้ เรียกพรหมจรรย์ก็ได้ เรียกไตรสิกขาก็ได้ เขาเรียกว่าเป็นไวพจน์กัน เป็นคำที่ใช้แทนกันได้ บางครั้งเราไปอ่านหนังสือแล้วไม่ได้พูดถึงทางสายกลาง แต่ใช้คำอื่นเช่น ไตรสิกขาบ้าง พรหมจรรย์บ้าง นั่นแหละทางสายกลาง

         ท่านพุทธทาสได้เทศนาธรรม เรื่องจิ้งหรีดกับลา ลามันอยากจะมีเสียงไพเราะก็ไปถามจิ้งหรีด จิ้งหรีดมันก็บอกว่ากินน้ำค้างซิแล้วเสียงเพราะ ลามันก็ไม่ได้ดูตัวมันเอง มันก็จะเดินสายกลางบ้าง เพราะว่าจิ้งหรีดมันกินน้ำค้างแล้วเสียงเพราะ คือความถูกต้องของจิ้งหรีด เมื่อลาไปกินน้ำค้างบ้าง ผลสุดท้ายก็ไม่มีแรงแม้กระทั่งแต่จะเปล่งเสียง ต้องตายไป นิทานอีสปมันก็ดีตรงนี้ ตรงที่เราสามารถจะนำมาเปรียบเทียบให้มองเห็นได้ง่ายเข้า
          ฉะนั้นการปฏิบัติในพุทธศาสนานั้น เรามักจะมองว่าคนนั้นคนนี้เดินอย่างไร แล้วพยายามจะเดินไปตามแบบที่เขาปฏิบัติ เสร็จแล้วมันก็ไม่ได้ผล เพราะว่าเรื่องการปฏิบัติทางสายกลางนั้น มันต้องปฏิบัติให้ครบทั้ง ๘ องค์ ตั้งแต่อันแรกก็คือ ความเห็นถูกต้อง ความหวังถูกต้อง การพูดจาถูกต้อง การทำการงานถูก การดำรงชีพถูกต้อง ความพากเพียรถูกต้อง ความระลึกได้ถูกต้อง ความมีสมาธิตั้งมั่นถูกต้อง ครบ ๘ องค์ก็จะเกิดผลเป็นสัมมาญาณะ คือเป็นความรู้ที่ถูกต้อง แล้วได้ผลเป็นสัมมาวิมุตติ คือหลุดพ้นจากปัญหาทั้งปวง อันนี้มันเป็นของที่ต้องรวมกันเป็นสายเดียว มรรคมีองค์ ๘ ต้องรวมเป็นสายเดียว และเป็นเฉพาะบุคคล ซึ่งไม่สามารถจะนำของคนหนึ่งมาใช้กับอีกคนหนึ่งได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจะเอาแบบของใครมาสวมให้กับเราไม่ได้

ที่มา  http://buddhasa.org


"จิต"

จิต หมายถึงสิ่งที่เรียกว่าอยู่นอกเหนื่อความคิด เหตุผล ตรรกะ จิตสามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างความคิด กับ ปัญญาญาณ
พระพุธศาสนา จำกัดความคำว่า จิต ไปในทางธาตุรู้หรือธาตุคิด ที่มีกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปตามองค์ประกอบหรือคุณภาพต่าง ๆ ที่เรียกว่า เจตสิก กระบวนการนี้เกิดดับไปตามแต่ที่จิตจะเหนี่ยวสิ่งใดขึ้นมาจับไว้ จิตจึงเป็นความคิดที่เกิด ๆ ดับ ๆ ในอภิธรรมกล่าวว่ามี 89 หรือ 121 คุณลักษณะ มีลักษณะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ตามการปรุงแต่งของเจตสิก ส่วนใหญ่ใช้คู่กับคำว่า ใจ แต่คำว่าใจเมื่อประสมกับคำอื่นมักจะบ่งถึงสภาพความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่าจะเป็นกระบวนการทางความคิดที่เกิดดับ ตัวอย่างเช่น เสียใจ บ่งสภาพความเศร้าโศก ดีใจบ่งสภาพความดียินดี ในที่นี้คำว่าใจจึงบอกถึงสภาพของสิ่งหนึ่ง ที่เป็นศูนย์กลางของความรู้สึกมากกว่าจะเป็นกระบวนการของความคิด เหมือนอย่างคำว่า จิต

ความอัศจรรย์ของจิตมนุษย์
ในจำนวนสิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งปวงที่อุบัติขึ้นมาบนโลกใบนี้มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่มีความสามารถพิเศษทางจิต กล่าวคือสามารถอบรมและพัฒนาจิตอันเป็นนามธรรมให้เกิดขึ้นภายในจิตใจของตนเองได้ และความสามารถในการพัฒนาคุณสมบัติอันพิเศษทางจิตนี้ยังช่วยให้มนุษย์สามารถค้นพบปัญญาแห่งความรู้แจ้งนานัปการ รวมถึงปัญญาแห่งการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอีกต่อไป มนุษย์จึงถูกเรียกว่าเป็น "สัตว์ประเสริฐ"
ในขณะที่สัตว์โลกชนิดอื่นๆ  ที่ต่ำกว่ามนุษย์ลงไปนั้นล้วนเป็นเพียงสัตว์เดรัจฉาน  ซึ่งมีเพียงอาการของสัญชาตญาณของการเป็นสัตว์โลกเท่านั้น จึงทำให้พวกมันไม่อาจเข้าใจในนามธรรม (พลังจิต) และไม่อาจพัฒนาสิ่งที่เป็นนามธรรมอันวิเศษนี้ได้ เฉกเช่นที่มนุษย์สามารถกระทำได้
ดังนั้นเรื่องของจิตและพลังที่เกิดจากจิตจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมากสำหรับผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ทุกคน
มีผู้วินิจฉัยเรื่องของจิตไว้ว่า ถ้าจิตเป็นนามธาตุซึ่งแยกต่างหากจากรูปธาตุ ซึ่งทฤษฎีสัมพันธภาพ ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ทำให้รู้ว่าสสารทำให้เกิดเวลาและระยะทาง หากจิตแยกต่างห่างจากรูปตามหลักพุทธศาสนา จิตย่อมหลุดพ้นเป็นอิสระจากเวลาและระยะทางได้ จนน่าจะสามารถหยั่งรู้ได้ทุกสิ่งโดยไม่ติดขีดจำกัดของเวลาและระยะทาง อีกทั้งมีการพิสูจน์ว่าเวลาของสัตว์แต่ละชนิดน่าจะไม่เท่ากัน เช่นจิตของเต่าจะนานกว่าจิตมนุษย์เป็นต้น กบจิตจะเร็วกว่ามนุษย์มากจนพริบตาที่กบจับแมลงมนุษย์จะจับตาไม่ทันการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ละเอียดกว่า ให้พลังงานมากกว่าการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่หยาบ เพราะการเปลี่ยนแปลงในระดับที่ละเอียด มีผลกระทบต่อเนื่องไปมากกว่าไกลกว่า จึงให้พลังงานมากกว่าการเปลี่ยนแปลงที่หยาบกว่า เช่นเดียวกับพลังงาน ธาตุของแข็ง(ดิน)ให้พลังน้อยกว่าเหลว ของเหลว(น้ำ)ให้พลังงานน้อยกว่าแก็ส แก็ส(ลม)ให้พลังงานน้อยกว่าพลาสม่า พลาสม่า(ไฟ)ที่ความถี่ต่ำให้พลังงานน้อยกว่าพลาสม่าที่ความถี่สูง(เช่น รังสีเอ็ก) จิตนั้นเป็นสิ่งที่ละเอียดมาก ย่อมเปลี่ยนแปลงวัตถุได้ในระดับบริสุทธิได้ ความละเอียดของจิต อยู่ในระดับนามธรรม อยู่ในระดับจินตนาการ อยู่ในระดับอธิฏฐาน ดังนั้น พลังจิตจึงมีพลังมาก และ ผู้ที่จิตละเอียดในระดับบริสุทธิจึงมีพลังไร้ขีดจำกัด

ธรรมชาติของจิตมนุษย์
มนุษย์ทุกคนต่างมีจิตอันเป็นพลังในการขับเคลื่อนให้ชีวิตดำเนินไปได้ แต่ทุกวันนี้มนุษย์กลับสามารถใช้พลังจิตของตนเองได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งถ้าเทียบเป็นสัดส่วนแล้ว มนุษย์สามารถใช้พลังจิตที่มีอยู่ในตัวได้ไม่ถึงห้าเปอร์เซ็นต์นั้น มนุษย์กลับไม่อาจเข้าไปใช้งานพลังเหล่านั้นได้เลย ทั้งนี้เพราะจิตส่วนนี้เป็นจิตไร้สำนึกที่อยู่เหนืออำนาจการควบคุมทางกาย ร่างกายจึงไม่สามารถเข้าไปบังคับควบคุมพลังจิตเหล่านั้นได้ แต่จิตในส่วนนี้กลับเป็นจิตส่วนที่มีพลังมากที่สุด และสามารถเปลี่ยนแปลงความเป็นไปของชีวิตเราได้อย่างไม่น่าเชื่อจิตหรือนามธาตุนั้นจัดเป็นธาตุพลังงาน เช่นเดียวกับพืชที่โดยสภาวะเดิมแท้ (หลักวิทยาศาสตร์) ก็เป็นธาตุพลังงานเช่นเดียวกัน ดังนั้นพุทธศาสนาจึงไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่ออะไรในการที่จะเกิดมีสภาวะชีวิตของนามธาตุหรือจิตขึ้น เพราะพืชซึ่งเป็นสภาวะพลังงานเหมือนกันยังเกิดมีชีวิตได้เอง

ที่มา http://th.wikipedia.org/